ครบรอบ ๖ ขวบปี ย้อนรอยกระดานดำออนไลน์

๒๖ มิถุนายน ๒๕๔๒ เป็นวันที่ผมถือฤกษ์นำ "กระดานดำออนไลน์" ออกสู่สาธารณชนในรูปแบบสื่ออิเล็กทรอนิกส์ที่ทันสมัยที่สุดในยุคนั้น ในยุคที่อินเทอร์เน็ตกำลังกระจุกตัวอยู่ในวงแคบๆ และเว็บไซต์ส่วนใหญ่เป็น "เว็บท่า  (Portal Web) " หรือ เป็นเว็บที่เรียกกันว่า "เว็บลิงค์"

ในการประชุมเว็บมาสเตอร์ครั้งแรกที่เกิดขึ้นในประเทศไทยที่อาคาร TAC เมื่อปี ๒๕๔๒ มีการแซวกันว่า มีแต่คนทำเว็บลิงค์ เปิดไปเปิดมาก็วนมาอยู่ที่เดิม

ไม่มีใครปฏิเสธว่าไม่ใช่ ก็ในยุคนั้น มันก็เป็นแบบนั้นแหละ ความรู้เรื่องอินเทอร์เน็ตและเรื่องเว็บเป็นที่ต้องศึกษาหาความรู้กันเอาเองเสียเป็นส่วนใหญ่

กระทั่งเมื่อมีการเลือกตั้งคณะกรรมการชมรมเว็บมาสเตอร์แห่งประเทศไทย ชุดแรกขึ้นมาในปีเดียวกันนี้แหละ ถึงได้มีการสังคายจัดหมวดหมู่คนทำเว็บเพื่อให้เป็นกลุ่มเป็นก้อน

ผมก็ได้รับเลือกเข้าเป็น ๑ ในคณะกรรมการ (รายชื่อคณะกรรมการชุดแรก) ทำให้มีโอกาสได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้และนำเสนอความคิดเห็นต่อที่ประชุมเพื่อนสมาชิกคนทำเว็บทั้งหลาย ชื่อ
"กระดานดำออนไลน์" จึงเป็นที่รู้จักมักคุ้นในหมู่คนทำเว็บยุคนั้น กอปรกับผมเป็นคนชอบสังคมบนโลกไซเบอร์ จึงมักจะไปเขียนไปเล่าประสบการณ์การเดินทางท่องเที่ยวที่ผ่านมาเล่าสู่กันในเว็บบอร์ดของ http://www.pantip.com จึงทำให้มีเพื่อนฝูงในแวดวงไซเบอร์อยู่พอประมาณ และส่วนใหญ่จะเป็นนักกิจกรรมเพื่อการกุศล

มีหลายคนถามถึงที่มาของชื่อกระดานดำออนไลน์ ซึ่งผมได้เคยอธิบายไปในบทความช่วงแรกๆ แล้ว แต่ก็จะขอเล่าอีกรอบเผื่อท่านที่ยังไม่ได้อ่าน ที่มาของชื่อก็มาจากการที่ผมได้ไปออกค่ายกับนิสิตคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่เป็นลูกศิษย์เมื่อครั้งผมเป็นผู้ช่วยสอนวิชาการออกแบบบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน พอปิดเทอมใหญ่ ลูกศิษย์ผมกลุ่มหนึ่งที่เป็นนักกิจกรรมก็ได้พากันไปทำกิจกรรมการออกค่ายอาสาพัฒนาชนบท ก็เลยชวนผมไปด้วย ไอ้ผมมันก็คนกิจกรรมเก่าเมื่อครั้งเรียนที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง ถึงแม้จะผ่านวัยนั้นมาแล้ว แต่เลือดนักกิจกรรมมันก็ยังคุกรุ่นอยู่ เลยมีโอกาสได้ไปร่วมทำกุศลกับลูกศิษย์ลูกหา

ในหนังสือของค่าอาสาจะมีคอลัมน์หนึ่งที่มีคำว่า "กระดานดำ" นี่แหละ ผมก็เลยได้ประกายความคิดนำเอาคำว่า "กระดานดำ" ซึ่งมันมีความหมายเชิงสัญลักษณ์ว่าเป็นครูผู้สอนอะไรทำนองนี้ ผมก็เอามารวมกับ "ออนไลน์" เลยกลายเป็น "กระดานดำออนไลน์" ความหมายโดยนัย ก็คือ การเรียนการสอนโดยใช้สื่ออินเทอร์เน็ตนั่นแหละครับ

กระดานดำออนไลน์ ในยุคนั้น ใช้คำขวัญว่า "เด็กไทยต้องได้รับการศึกษาอย่างเท่าเทียมกัน" โดยเนื้อหาในเว็บไซต์ส่วนใหญ่จะเน้นไปทางเทคโนโลยีการศึกษา โสตทัศนศึกษา และมีบทเรียนที่ทำขึ้นแบบง่ายๆ ตามเทคโนโลยีของเว็บในยุคนั้น ที่ยังคงใช้ภาษา  html เป็นหลัก ท่านที่แวะเวียนมาเยี่ยมเยียนกระดานดำออนไลน์ ก็น่าจะเคยผ่านตากันบ้าง "ห้องเรียนบนท้องฟ้า"

อาศัยของฟรีกับ http://geocities.com/kradandum เป็นที่พักพิงและฝึกปรือฝีมือก่อนที่จะมาจดทะเบียนโดเมนเนมเป็นของตนเอง

ความที่เป็นคนที่คิดว่าตัวเองรักความอิสรเสรี และชอบเดินทางท่องเที่ยว ทำให้พบกับผู้คนมากหน้าหลายตา อีกทั้งไม่ได้ทำงานเป็นกิจจะลักษณะหลังจากลาออกจากการงานในบริษัท เพื่อนฝูงในแวดวงองค์กรพัฒนาเอกชนก็เลยชักชวนให้มาก่อตั้งเว็บ http://www.thaingo.org ทำได้อยู่ ๔-๕ เดือน เมื่อเห็นว่าเว็บไซต์ตั้งตัวได้แล้ว ก็ขอลาออกกลับมาทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ข้อมูลอยู่มูลนิธิพัฒนาอีสาน อยู่ที่บ้านเกิดจังหวัดสุรินทร์

การที่ไปอยู่กรุงเทพตั้งแต่อายุ ๑๘ ปี จวบจนอายุ ๓๑ ปี ผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านการทำงานเป็นลูกจ้าง ใส่สูท ผูกเน็คไทค์ ลองทำกิจการเป็นของตัวเอง ล้มลุกคลุกคลาน อยู่ในกรุงเทพฯ ๑๓ ปี ก็คิดว่าบ้านเราจะมีความทันสมัยเหมือนกรุงเทพฯ ที่ไหนได้ ความยากจน ทุกข์ยาก ยังคงทำหน้าที่เพื่อนที่ซื่อสัตย์ของเกษตรกรอยู่อย่างมิเสื่อมคลาย

การได้เห็นความทุกข์ยาก ความลำบาก ความสุขของเกษตรกร และการแก้ปัญหาที่ยึดแนวทางพระราชดำริ เศรษฐกิจพอเพียง ทำให้แนวทางของเว็บไซต์ได้เปลี่ยนจากแนวคิดด้านเทคโนโลยีการศึกษา เพราะไม่รู้ว่าจะทุรังทำไปทำไม อีกทั้งได้มีโอกาสได้อ่านหนังสือ "คู่มือมนุษย์" ของท่านพุทธทาส จึงได้เกิดความเลื่อมใสศรัทธา และพยายามศึกษาเกี่ยวกับพุทธศาสนาให้มากขึ้น

นอกจากนี้ ยังได้ร่วมกับกลุ่มคนในท้องถิ่นของตัวเอง ตั้งชมรม "คนรักปราสาทศีขรภูมิ" ดำเนินกิจกรรมเพื่อการสืบสานศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น และได้เป็นข่าวเกรียวกราวในหนังสือพิมพ์หน้า ๑ อยู่หลายวัน รวมทั้งได้ออกทีวีด้วย

แนวทางของเว็บไซต์จึงได้กว้างออกไปจากเรื่องการศึกษาแต่เพียงอย่างเดียว กลายเป็น การศึกษา ศาสนา ศิลปวัฒนาธรรมชุมชน การทำเกษตร ท่องเที่ยว ถ่ายภาพ (มั่วไปหมด--ฮา)

อายุ ๓๓ ก็ได้สละโสด หมดความเป็นอิสระเสรีมาตั้งแต่บัดนั้น และได้ลาออกจากงานประจำที่มูลนิธิพัฒนาอีสาน เพื่อมารับจ้างทั่วไป ก็เลยตกงานมาตั้งแต่นั้นมา

อย่างไรก็ดี สวรรค์ยังมีตา เมื่อหนังสือพิมพ์สยามโครนิเคิล ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ติดต่อมาเพื่อขอให้ช่วยดูแลเว็บไซต์ให้ ก็เลยได้ต่อลมหายใจทางเศรษฐกิจไปอีก ๑ ปีเศษๆ ตอนนี้ก็หยุดกิจการด้านเว็บไซต์ไปแล้ว

ทุกวันนี้ ก็เลยอาศัยความช่วยเหลือจากภรรยาไป (พลางๆ) ก่อน และคิดว่าชีวิตข้างหน้ายังมีให้เดินหาความสำเร็จอยู่

ถึงแม้ว่าจะมีงานรับจ้างทั่วไปประปราย รายได้ก็ไม่พอประทัง แต่นึกถึงเกษตรกรหลายๆ คนที่ประสบปัญหาหนักกว่าเรา นึกถึงหลักธรรมคำสอนในพุทธศาสนา

เลยทำให้ชีวิตมีความหวัง มีความสุขตามอัตภาพอยู่บ้าง จะว่าไม่มีทุกข์เลยก็จะดูโกหกตัวเองเกินไป
ผสมปนเปกันไปครับ

แต่หากไม่เอาเงินมาเป็นตัววัดแล้วละก็ ชีวิตตอนนี้มีความสุขดีครับ

เอาละ ไล่เรียงเรื่องเว็บและการทำงานมาแต่ต้นจนถึงปัจจุบัน ในปีนี้ ครบรอบ ๖ ปี ก็ต้องมานั่งพินิจพิจารณาดูว่าในเรื่องของเว็บที่ตัวเองเชื่อว่ามันสามารถเลี้ยงชีพได้นั้น ตัวเองได้พัฒนาขีดความสามารถอะไรเพิ่มบ้างหรืออะไรขาดตกบกพร่องไป

ผมลองไล่เรียงความเปลี่ยนแปลงดังนี้

ด้าน Hardware

เริ่มจาก Hardware จากที่เริ่มทำเว็บด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ชุดรันทด Cyrix 133 MHz, RAM 32 MB, HDD 4 MB ความเร็วของอินเทอร์เน็ตได้เพียง 16k ในยุคนั้น ก็สามารถสร้างสรรค์งานได้เกินที่ตัวเองคิดเหมือนกัน

มาถึงวันนี้ ความเปลี่ยนแปลงก็คือ ผมใช้คอมพิวเตอร์ Pentium IV 2.6 MHz, RAM 512 MB, HDD 40 GB ความเร็วของอินเทอร์เน็ตใช้ ADSL ความเร็ว 512/256 k แต่ปริมาณงานที่ออกมานั้นมันช่างตรงกันข้ามกับช่วงแรกๆ เหลือเกิน

ด้านเนื้อหา

พักหลังๆ ผมไม่ค่อยได้มีงานเขียนออกสู่ผู้อ่านเท่าไรนัก เพราะเท่าที่ดูมันก็วนเวียนอยู่กับที่ เรื่องการศึกษาโดยเฉพาะ E-learning นี่ก็ไม่รู้จะเขียนอะไรอีกแล้ว แต่อย่างน้อย การสร้างโรงเรียนดิจิทัลที่ปิดไปแล้ว และการเปิดตัว http://www.thaimoodle.net ก็ยังทำให้เรื่อง E-learning ยังไม่ตกกระแสเท่าไรนัก

พอมาถึงวันนี้นึกถึงบทความที่ตัวเองเขียนไว้ "เว็บไซต์ทางการศึกษา" ตั้งแต่ปี ๒๕๔๓ กลับมาอ่านอีกครั้งก็ยังทันสมัยอยู่เลย (ฮา)

โดยเฉพาะประโยคที่ว่า

"ตอนนี้ผมกำลังหาความแตกต่างของทั้งสองเพิ่มเติมอยู่นะครับ อย่างไรก็ตาม ก็ต้องขึ้นอยู่กับวิสัยทัศน์ของระดับบริหารด้วย แต่สำหรับผมแล้ว ผมมีความเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่า WBIจะเป็นตัวแปรที่สำคัญในเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาของไทย..."

สำหรับผมแล้ว เป็นประโยคสุดคลาสสิคจริงๆ ครับ ใครจะว่าโอเว่อร์ก็ตามเถิด

ในส่วนของเนื้อหาด้านการศึกษานั้น ผมคิดไปเองว่า เรื่อง E-learning นี่คงจะเพลาๆ ลง แต่ที่ผมจะมาเน้นก็คือเรื่องการผลิต VCD เพื่อการศึกษา ซึ่งตอนนี้ ผมก็ได้เก็บข้อมูลสำรวจนำร่องไปแล้วว่าแนวโน้มถึงความเป็นไปได้มีมากน้อยเพียงไร

ส่วนเนื้อหาด้านศาสนา, การเกษตร ศิลปวัฒนธรรม และเรื่องราวจากท้องทุ่ง ก็คงมีมาเรื่อยๆ ละครับ
ช่วงนี้ย่างเข้าสู่ฤดูทำนาแล้ว ก็คงมีอะไรมากขึ้นกว่าเดิม

ด้าน Software

จากที่ไม่เป็นอะไรเลยเกี่ยวกับเว็บ รู้จักแต่ Microsoft Frontpage ในครั้งแรกที่ทำเว็บเป็น มาบัดนี้ ก็ต้องยอมรับตัวเองว่า "รู้มากขึ้น" สามารถประยุกต์โปรแกรมสำเร็จรูปต่างๆ มาตอบสนองงานได้ตามสมควร อย่างเช่น เว็บสำเร็จรูป  PHPNUKE, PostNuke, Mambo, Moodle เป็นต้น หรือ จำพวกเว็บบอร์ดสำเร็จรูป Yabbse, SMF, PhpBB กระทั่งถึงการทำ server

พัฒนาการตรงนี้เกิดจากการเรียนรู้และลองผิดลองถูกมาด้วยตนเองทั้งสิ้น

งานที่เกี่ยวข้อง

การที่ไม่มีงานทำเป็นหลักเป็นแหล่ง ก็เป็นอีกโอกาสหนึ่งที่ทำให้ได้ไปข้องแวะกับหลากเรื่องราว ตั้งแต่การเผาถ่าน การทำน้ำมันดีเซลใช้เองของชาวบ้าน จนกระทั่งติดตั้งจานดาวเทียม ก็ทำให้มีมุมมองและเห็นความเป็นจริงของโลกมาขึ้น โดยเฉพาะงานด้านศาสนา ทำให้ลดความทะเยอทะยานอยากของตัวเองไปพอสมควร

ชีวิตทุกวัน

ต้องยอมรับว่าลุ่มๆ ดอนๆ มาก มีหนี้สินมากกว่าทรัพย์สิน แต่ก็ยังดำรงตนอยู่ในสังคมได้อย่างปกติสุข สิ่งสำคัญประการหนึ่งคือ หลังจากตรวจพบว่าสุขภาพของตัวเองย่ำแย่ ทำให้สามารถงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ตั้งแต่เข้าพรรษาปีที่แล้วมาจนถึงทุกวันนี้

นอกจากนี้ การได้กลับมาอยู่สุรินทร์ ได้ภรรยาดี ได้เพื่อนดี มีกัลยาณมิตร ได้ใช้ความรู้ของตนเองช่วยเหลือสังคมตามสมควร

และกระดานดำออนไลน์ จะยังคงดำเนินต่อไป

แม้จะยากจนเงินทอง แต่น้ำใจยังเหลือล้นเช่นเดิมครับ

ด้วยจิตคารวะ



คำ "ติ-ชม" ของท่านมีค่ามหาศาลต่อการพัฒนาเว็บไซต์ครับ

created by.
กระดานดำออนไลน์
730/4 Tassabarn 7 Rd. Tambol.Ra-ngang
Sikhoraphum District, Surin Province.Thailand 32110

email : jakrapog@hotmail.com 
๒๗ มิถุนายน ๒๕๔๘

-ค