สบู่ดำกับปั๊มน้ำมันชุมชน

๒๕๔๙ วิกฤตพลังงาน

ความที่ข้าพเจ้าไม่มีงานทำเป็นหลักแหล่ง จึงมีเวลาแส่ไปสอดรู้สอดเห็นเรื่องที่อยากรู้ อีกทั้งอาศัยว่า
พอมีความรู้ด้านการผลิตสื่อเพื่อการนำเสนอบ้าง เพื่อนผองน้องพี่ในแวดวงนักพัฒนาก็หยิบยื่นงานให้ทำ
พอมีรายได้ประคองตัว

ข้าพเจ้าจึงมีโอกาสได้ไปเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องพลังงาน โดยเฉพาะแนวทางการใช้พลังงานจากธรรมชาติ
เมื่อปี ๒๕๔๔ ก็ได้มีโอกาสไปเป็นส่วนหนึ่งในการผลิตแก๊สหุงต้มจากขี้หมูของเกษตรกรรายหนึ่งในจังหวัด
สุรินทร์ ซึ่งใช้ผลเป็นอย่างดี

นอกจากนี้ก็ยังไปเรียนรู้เรื่องการเผาถ่านแบบใช้ถังน้ำมัน ๒๐๐ ลิตร โดยใช้เศษไม้หรือกิ่งไม้ที่ได้จาก
การตัดแต่งกิ่งนั่นแหละมาเผา ซึ่งมีกรรมวิธีไม่ยุ่งยากซับซ้อน เมื่อปีที่แล้วหน่วยงานราชการของจังหวัด
สุรินทร์ได้จัดอบรมให้กับข้าราชการในหลายสังกัด จำนวนหลายร้อยคน

เอาไว้จะมาเล่าให้ฟังในคราวต่อไปก็แล้วกัน

ครั้งนี้ขอมาเล่าเรื่องสำคัญๆ ที่เผอิญมีโอกาสได้ไปเรียนรู้ และถือว่าเป็นเรื่องระดับชาติจนถึงระดับโลก
และจักรวาลก็ว่าได้ นั่นก็คือ เรื่องของพลังงานน้ำมัน

เป็นที่ทราบกันดีว่า วันนี้ประชาชนคนไทยและคนอีกเกือบทั้งโลก เป็นเดือดเป็นร้อนกับเรื่องราคาน้ำมัน
ที่สูงจนฉุดเศรษฐกิจในครัวเรือนให้ทรุด เราๆ ท่านๆ ต้องรัดเข็มขัดจนเอวแทบขาดแล้ว แต่ก็ดูเหมือนว่าจะ
ไม่ช่วยอะไรได้มากนัก

จนกลายเป็นความชาชิน

มิหนำซ้ำ ความวุ่นวายทางการเมืองทั้งไทยและเทศ ก็แทบจะนำพาโลกไปสู่หายนะเร็วขึ้น

แท้จริงแล้วประเทศไทย ไม่น่าจะมีปัญหาเรื่องพลังงาน เพราะว่าเรามีทรัพยากรธรรมชาติเหลือเฟือ ถ้าใช้มันอย่างถูกต้องและถูกวิธี เรามีแสงแดดเฉลี่ย ๖-๗ ชั่วโมงต่อวันมาตั้งแต่ประเทศไทยยังไม่เป็นประเทศไทย แต่เราก็ไม่เคยคิดจะนำมันมาใช้อย่างจริงจัง

น่าแปลกที่เรามีนักวิทยาศาสตร์ระดับโลกหลายคน แต่หลายคนนั้น ทำไมไม่เคยคิดที่จะสร้างพลังงานแสงแดดอย่างจริงๆ จังๆ

เรากลับได้เห็นประเทศแถบยุโรปที่ในแต่ละปี แสงแดดน้อยกว่าบ้านเรามาก แต่เขากลับมุ่งมั่นเพื่อจะนำแสงแดดมาเปลี่ยนเป็นพลังงาน

ว่ากันว่า อีก ๑๐๐ หรือ ๒๐๐ ปี พลังงานฟอสซิล (น้ำมันใต้ดิน) อาจจะหมดไปจากโลกนี้ ทั้งนี้พลังงานประเภทนี้ใช้หมดแล้วหมดเลยและกว่าจะเกิดขึ้นอีกก็ต้องใช้เวลาหลายล้านปี

ในยุคที่เทคโนโลยีพัฒนามาถึงขีดสุด มนุษย์ใช้พลังงานฟอสซิลกันอย่างฟุ่มเฟือย และที่มากที่สุดและไม่เกิดประโยชน์ใดๆ แก่มวลมนุษยชาติเลยก็คือ การใช้พลังงานฟอสซิลเพื่อการสงครามและการทหาร

ในแต่ละปีีเคยมีผู้สรุปว่า มนุษย์ที่มีประโยชน์ต่อโลกน้อยกว่าควายใช้เงินและน้ำมันเพื่อการทำสงคราม มากกว่าการให้การศึกษาและเพื่อมนุษยธรรมถึง ๓ เท่า

เหตุผลหนึ่งที่สหรัฐอเมริกาบุกยึดอิรัก เป็นเหตุให้น้ำมันแพงขึ้นๆ ก็คือเรื่องน้ำมันนี่แหละ ทำให้ประเทศเล็กอย่างไทย พลอยได้รับผลกระทบไปด้วย และพันกันเป็นอีรุงตุงนังมากระทั่งวันนี้

มีความพยายามที่จะหาแหล่งทดแทนพลังงานฟอสซิล เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายด้านน้ำมันของคนไทย และก็มีหลายหน่วยงานที่ช่วยกันหาทางออก

และทางออกหนึ่งที่น่าจะเป็นไปได้ก็คือ การใช้พลังงานจากพืช และพืชที่ผมจะนำมาบอกกล่าวเล่าสู่ก็คือสบู่ดำ โดยน้ำมันที่สกัดได้จากสบู่ดำนั้นจะนำมาทดแทนน้ำมันดีเซลเป็นหลัก

ต้นสบู่ดำคำว่า สบู่ มาจากภาษาโปรตุเกส เป็นต้นไม้ชนิดหนึ่งที่นิยมนำมาปลูกเป็นรั้วบ้าน มียางสีขาว สมัยเด็กๆ ข้าพเจ้าและเพื่อนๆ มักนำยางของมันมาเป่าเป็นลูกโป่งเล็กๆ โดยที่ไม่เคยรู้เลยว่าเมล็ดของมันสามารถนำมา สกัดเ็ป็นน้ำมันได้

เหตุที่เรียกว่า "สบู่ดำ" ก็เพราะว่าเมล็ดของมันมีสีดำ คนอีสานเรียกต้นสบู่ดำว่า "บักเยา" หรือ "มะเยา"
บางแห่งก็เรียก "สีหลอด" ส่วนภาคเหนือเรียก "ละหุ่งฮั้ว" คนทางปักษ์ใต้เรียก "หงเทศ"

สบู่ดำ เป็นไม้ยืนต้น มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Jatropha curcas Linn. ส่วนชื่อภาษาอังกฤษคือ
Purging Nut หรือ Physic Nut

ลำต้นและยอดมีลักษณะคล้ายละหุ่ง ไม่มีขน เป็นไม้เนื้ออ่อนไม่มีแก่น ใบคล้ายใบฝ้าย แต่หนากว่า ออกดอกเป็นช่อพวงที่ข้อ ผลกลมรีเล็กน้อย เมื่อดิบสีเขียวอ่อน และจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเมื่อแ่ก่

อายุเฉลี่ยโดยทั่วไปราว ๕๐ ปี ความสูงตั้งแต่ ๒-๗ เมตร

ข้าพเจ้าไม่ขอเอ่ยถึงลักษณะทางวิชาการของสบู่ดำให้มากนัก แต่จะขอกล่าวถึงความเป็นไปได้หากเราได้พัฒนาและส่งเสริมกันอย่างจริงๆ จังๆ ข้าพเจ้าเชื่อว่าประเทศไทยสามารถผ่านวิกฤติน้ำมันไปได้ไม่ยากนัก

สิ่งที่น่าสนใจก็คือ จากข้อมูลพบว่าในพื้นที่ ๑ ไร่นั้น สบู่ดำสามารถให้ผลผลิตที่สกัดเป็นน้ำมันได้เฉลี่ย ๒๐๐-๓๐๐ ลิตร/ปี และน้ำมันที่สกัดได้นั้น สามารถนำไปใช้กัีบเครื่องยนต์รอบต่ำได้เลย เช่น รถไถนาหรือเครื่องสูบน้ำ และเครื่องยนต์ทั้งหลายที่ใช้งานเกี่ยวกับด้านเกษตรกรรม

ข้าพเจ้าดูการสาธิตการบีบอัดน้ำมันจากเมล็ดสบู่ดำของวิทยากรแล้วนำไปสาธิตให้ดู พบว่าได้ผลจริงๆ โดยไม่ได้มีการดัดแปลงเครื่องยนต์ใดๆ

เครื่องสกัดน้ำมันสบู่ดำ
เครื่องสกัดน้ำมันสบู่ดำ
น้ำมันจากสบู่ดำ
เครื่องสกัดน้ำมันสบู่ดำ
การนำมาใช้กับเครื่องยนต์
เครื่องสกัดน้ำมันสบู่ดำ

แนวคิดของข้าพเจ้าจากการที่ได้เรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องของสบู่ำดำ และนำมาปะติดปะต่อกับสิ่งที่ได้พบเห็น
ก็คือ หากเกษตรกรในแต่ท้องถิ่นหรือชุมชน ร่วมมือร่วมใจกันจริงๆ การใช้พลังงานทดแทนจากสบู่ดำ
สามารถเกิดขึ้นได้แน่

แต่ทั้่งนี้ ในความเป็นคนไทยนิสัยแบบไทยๆ เกษตรกรต้องอดทนและนำแนวคิดแบบเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ได้

มีคำถามหนึ่งเกิดขึ้นระหว่างการบรรยายคือ เกษตรกรบางคนถามว่าทำแล้วจะขายให้ใคร, ใน ๑ ไร่ได้น้ำมันเพียง ๒๐๐-๓๐๐ ลิตร ก็ลดได้แค่ปีละไม่กี่พันบาท

ยังดีที่เป็นคำถามจากคนเพียงไม่กี่คน การคิดอย่างนี้เองข้าพเ้จ้าคิดว่า ทำให้ไม่สามารถหลุดพ้นจาก
ภาวะหนี้สินได้

ในแต่ละปีเกษตรกรจำนวนไม่น้อยปล่อยพื้นที่ให้ว่างเปล่าถึง ๘ เดือนโดยไม่ทำอะไร และก็รอคอยแต่ความช่วยเหลือจากภาครัฐ และตัวเองก็ไปกู้่หนี้ยืมสินมาใช้

ปัจจุบันการทำนาของเกษตรกรได้เปลี่ยนไปอย่างมาก จากการใช้แรงงานคนเป็นหลักกลายเป็นมาใช้เครื่องจักรแทน ค่าใช้จ่ายที่ตามมารองจากค่าปุ๋ยก็คือค่าน้ำมันหรือค่าจ้างไถ จ้างเกี่ยว จ้างนวด ฯลฯ

หักลบกลบหนี้แล้ว ก็อย่างที่เคยเรียนให้ทราบบางคนยังไม่พอใช้หนี้

เอาละเรื่่องนั้นก็ค่อยไปหาทางแก้กันเอาเอง

เรื่องที่ข้าพเจ้าอยากนำเสนอถึงผู้เกี่ยวข้องก็คือ แนวคิดเรื่อง "ปั๊มน้ำมันสบู่ดำชุมชน" ก็ใช้หลักการ
เหมือนธนาคารข้าวที่ชาวบ้านทำกันนั่นแหละ

เราทราบแล้วว่าสบู่ดำ ๑ ไร่ให้ปริมาณน้ำมัน ๒๐๐-๓๐๐ ลิตร หากใครมีความต้องการใช้น้ำมันมากกว่านี้หรือจะทำเพื่อการค้าก็ปลูกเพิ่มขึ้น ทั้งนี้่ก็ต้องดูว่าตนเองมีพื้นที่เท่าไหร่ด้วย


ผลอ่อนของสบู่ดำ

แต่ถ้าหากนำผลผลิตมารวมกัน อย่างเช่น ในชุมชนมีคนทำเกษตรกรรมและต้องการใช้น้ำมัน ๑๐ ครัวเรือน และต่างคนต่างก็มีพื้นที่การเพาะปลูกที่สามารถปลูกสบู่ดำได้ ก็จัดสรรปันส่วนไปปลูกเอาตามความต้องการ โดยเหลือพื้นที่เพาะปลูกข้าวไว้ด้วย

สมมุติว่าแต่ละคนปลูกคนละ ๑ ไร่ ๑๐ คนก็ ๑๐ ไร่ ชุมชนนั้นจะมีผลผลิตที่สามารถสกัดน้ำมันสบู่ดำได้
๒๐๐๐-๓๐๐๐ ลิตร/ปี

วิธีการก็คือ นำ้เอาผลผลิตมารวมกัน ก็ขึ้นอยู่กัีบข้อตกลงว่าผลผลิตที่สามารถนำมารวมกันได้ต้องมีคุณภาพระดับไหน ก็ว่ากันเอาเอง

ส่วนที่ขาดไม่ได้ก็คือเครื่องสกัดน้ำมันจากเมล็ดสบู่ดำ ชุมชนอาจจะรวบรวมเงินซี้อ ซึ่งราคาที่ข้าพเจ้าทราบมาก็ ๒ หมื่น - ๓ หมื่นบาท

หลังจากตกลงกันได้แล้ว ก็ดำเนินการผลิตน้ำมันจากสบู่ดำเพื่อการใช้งานหรือเพื่อการจำหน่ายก็แล้วแต่

สมมุติถ้าเกษตรกรในประเทศไทยปลูกสบู่ดำสัก ๑ ล้านคน ๑ ล้านไร่ ก็จะได้น้ำมันจากสบู่ดำปีละ
๒๐๐ ล้าน-๓๐๐ ล้านลิตร/ปี คิดเป็นเงินมหาศาลนะครับ ลองเอาราคาน้ำมันปัจจุบันคูณดู

ไม่เพียงแต่จะได้น้ำมันเท่านั้น เรายังได้พื้นที่สีเขียวให้กับโลกอีกด้วย


แปลงปลูกสบู่ดำของมหาวิทยาลัยราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์

และสบู่ดำก็เป็นพืชที่ปลูกง่ายดูแลรักษาง่าย ในแง่วิชาการไม่ขอกล่าวถึงมาก เพราะข้าพเจ้าเองก็ไม่สันทัดเท่าไรนัก

ข้าพเจ้าเชื่อว่าแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง หากนำมาใช้กับการปลูกสบู่ดำ ในอนาคตไม่เกิน ๕ ปี ประเทศไ่ทยอาจจะพ้นวิกฤตเรื่องพลังงานน้ำมันก็ได้

อยู่ที่ว่าผู้นำเรามีวิสัยทัศน์และมีความจริงใจในการแก้ปัญหาบ้านเมืองหรือไม่...เท่านั้นเอง

 

ด้วยจิตคารวะ

กระดานดำออนไลน์


คำ "ติ-ชม" ของท่านมีค่ามหาศาลต่อการพัฒนาเว็บไซต์ครับ

created by.
กระดานดำออนไลน์
730/4 Tassabarn 7 Rd. Tambol.Ra-ngang
Sikhoraphum District, Surin Province.Thailand 32110

email : jakrapog@hotmail.com 
๑๐ พฤษภาคม ๒๕๔