ผู้สนับสนุน
เรื่องน่าอ่านจากกระดานดำ
May 2017
M T W T F S S
« Sep    
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031  

Archive for the ‘ธรรมชาติ’ Category

“ถ้าวันพรุ่งนี้ หรือวันต่อๆ ไป หากโลกนี้ไม่มีไฟฟ้าใช้ เราจะนึกถึงอะไร…หรือนึกถึงใคร”

จั่วหัวไว้แบบนี้ ไม่ใช่ว่าผมอยากจะกลับไปใช้ชีวิตแบบย้อนยุคนะครับ เพียงแต่เป็นหนึ่งในหลายๆ ความประทับใจต่อบุคคลที่ผมพานพบและคิดว่าน่าจะเป็นสาระและมุมมองในอีกแง่หนึ่งบนกับโลกที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีในวันนี้ ก็เท่านั้นเองครับ …

บ่ายของวันหนึ่ง หากดูตามปฏิทินก็คงจะย่างเข้าสู่วสันตฤดูแล้ว แต่อุณหภูมิของโลกยังดูเหมือนจะไม่ไยดีกับวันเวลาของปฏิทินที่ถูกกำหนดขึ้นโดยมนุษย์ เพื่ออาศัยกลไกของธรรมชาติในการดำรงอยู่ของชีวิตที่ไม่จีรัง Read the rest of this entry »

๙ มิ.ย.๒๕๕๔
หากน้องชายผมมีชีวิตอยู่ปีนี้คงอายุ ๓๘ ปีแล้ว ท่ามกลางข่าวความสูญเสียของผู้ป่วยจากโรคไข้เลือดออกตามสื่อมวลชนแขนงต่างๆ ครอบครัวของข้าพเจ้าและครอบครัวที่สูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักก็คงต้องหวนรำลึกถึงบุคคลที่จากด้วยโรคไข้เลือดออก มหันตภัยร้ายที่มนุษย์ยังไม่สามารถเอาชนะได้

ทุกๆ ปีในช่วงนี้มักจะมีข่าวคราวเรื่องของโรคไข้เลือดออกและการเสียชีวิตของผู้ป่วย หากย้อนหลังกลับไปเมื่อ ๑๖ ปีที่แล้ว น้องชายข้าพเจ้าเป็นกรณีตัวอย่างที่เสียชีวิตจากไข้เลือดออก เนื่องจากการวินิจฉัยโรคที่คลาดเคลื่อน เพราะอาการของโรคคล้ายกับไข้หวัด

น้องชายข้าพเจ้าจึงไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง กระทั่งต้องมาจบชีวิตลง หลังจากเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลไม่กี่วัน

การสูญเสียน้องชายของข้าพเจ้า ได้ทำให้ข้าพเจ้าเข้าใจความเป็นจริงของโลกใบนี้มากขึ้น

การศรัทธาในการสร้างความดี จึงเป็นหนทางหนึ่ง ที่ข้าพเจ้าเพียรสร้างให้เกิดแก่ตน ก่อนที่ข้าพเจ้าจะต้องถึงจุดหมายปลายทางเช่นเดียวกับน้องชายที่ล่วงหน้าไปก่อนแล้ว

ไม่ว่าช้าหรือเร็ว

เราทุกคนล้วนต้องเจอ

ด้วยจิตคารวะ

 
 

กราบสวัสดีงามๆ กับท่านผู้มีอุปการคุณทุกท่านครับ ห่างหายไปนานมาก นานจนผมเองก็คิดว่าจะทำต่อหรือเปล่า

แต่ก็อย่างว่าละครับ ชีวิตทุกวันนี้ส่วนหนึ่งได้ผูกพัน พันผูกกับญาติสนิทมิตรสหายในโลก cyber ไปเสียแล้ว อีกส่วนหนึ่ง
ก็แนบแน่นและหลงเสน่ห์กับธรรมชาติที่มีแต่เอื้ออาทรต่อ
สรรพสิ่ง เลยจับสองสิ่งนี้มาเกี่ยวโยงกัน และปรับสภาพชีวิต
ตัวเองให้อยู่กับสภาพแวดล้อมเหล่านี้ให้ได้

๙ มิ.ย. ๒๕๓๒ ย้อนหลังไปจากนี้ ๑๔ ปีในวัยหนุ่มน้อยของ
ผม ธรรมชาติได้สอนบทเรียนล้ำค่าที่มนุษย์ทุกคนจะต้องได้พานพบไม่ช้าก็เร็ว นั่นก็คือ “ความสูญเสีย” การพลักพรากจากสิ่งที่เรารัก

ครอบของของผมต้องสูญเสียน้องชายคนสุดท้องไปก่อนเวลาอันควร “จักรพันธ์ เจือจันทร์” เบ้ง ได้จากพวกเราไปด้วยวัยเพียง ๑๖ ปี จากการป่วยเป็นไข้เลือดออก

โลกและธรรมชาติ ได้ให้บทเรียนกับผมแล้วว่า “ไม่มีอะไรเที่ยงแท้แน่นอน” แต่ในวันนั้น วันที่วัยผมเพียง ๒๑ ปี ยากนักที่จะเข้าใจและทำใจได้

ผ่านมา ๑๗ ปีแล้ว ถึงแม้ความเศร้าโศก อาลัยอาวรณ์จะจางไปจางจิตใจของครอบครัวเราบ้างแล้ว แต่เรายังรำลึกถึง “เบ้ง” อยู่เสมอ

หากแต่ได้พึ่งหลักธรรม คำสอนของพุทธองค์ เป็นที่ยึดเหนี่ยว

“เป็นอะไรก็ได้ ขอให้เป็นคนดี” ยังก้องอยู่ในมโนสำนึกของผมเสมอ เมื่อพ่อกับแม่บอกผมหลังจากทำพิธีฌาปนกิจน้องชายเสร็จแล้ว

เราไปลอยอังคารของเบ้งที่แก่งสะพือ จ.อุบลราชธานี สถานที่ที่เบ้งเคยลื่นล้มกระทั่งหัวแตกตอนวัยเด็ก
 

ปัจจุบัน ผมและน้องสาวมีครอบครัวหมดแล้ว
และได้กลับมาอยู่สุรินทร์ ส่วนที่รักเหมือนน้องชายอีกคนเอ้ หรือ เอเดรียน อดีตนักเรียนทุน AFS ที่เคยมาใช้ชีิวิตในประเทศไทยและพำนักอยู่ที่ครอบครัวของเราเมื่อปี ๒๕๓๑ และได้กลับมาทำงานที่กรุงเทพอยู่หลายปี ปัจจุบันกลับไปอยู่ที่ออสเตรเลียแล้ว

จักรวาล โลก และธรรมชาติ ได้มอบบทเรียนและความจริงของชีวิตให้ผมได้รับรู้แล้ว

และทุกชีวิตย่อมไม่อาจปฏิเสธบทเรียนนี้ได้ แน่นอนที่สุด บางคนอาจจะได้รับมากกว่าหรือน้อยกว่าก็สุดแท้แต่บุญกรรมที่สร้างสมไว้

ไม่อยากจะพูดว่าปลงหรือหมดอาลัยตายอยากกับชีวิตทำนองนั้น ตรงกันข้าม กับวัยย่าง ๓๗ และประสบการณ์ที่ผ่านมาได้ให้อะไรกับชีวิตพอสมควรแล้ว

กับชีวิตที่เหลืออยู่อีก โดยที่ไม่รู้ว่าเราจะจากโลกไปในวันไหน ขอมุ่งมั่นสานเจตนารมณ์ที่ตั้งมั่นไว้หลังจากที่ (คิดว่า) ค้นพบความจริงของชีวิตแล้ว

วันนี้ขออนุญาตไว้อาลัยให้น้องชายสุดที่รักของผมนะครับ

เมื่อไม่นานมานี้ดูสารคดีต่างประเทศเกี่ยวกับปลวก ผู้ดำเนินรายการกล่าวไว้ในช่วงหนึ่งว่า ถ้าบนโลกใบนี้ไม่มีมนุษย์เหลืออยู่สักคน โลกก็ยังดำเนินต่อไปได้ หากฟังผ่านๆ ก็คงไม่มีอะไร แต่หากนำมาคิดต่อก็จะได้แนวคิดที่หลากหลาย

….

ก็น่าจะจริง ถ้าหากไม่มีมนุษย์ โลกก็คงดำเนินต่อไปได้ แต่ถ้าไม่มีต้นไม้หรือแมลง โลกนี้ก็มิอาจดำรงอยู่ได้เลย

เราทั้งหลายจงพึงตระหนักว่า เราเกิดมาเป็นภาระของโลก ฉะนั้น อย่าได้แก่งแย่งกันนักเลย ตายไปหากไม่บริจาคศพหรืออวัยวะ เอาไปเผาก็ไร้ประโยชน์อีก เอาไปฝังก็เปลืองพื้นที่ ที่ แก่งแย่งอำนาจกันนักหนา สุดท้ายก็เปล่าประโยชน์ บางคนอาจตายไปท่ามกลางการสมน้ำหน้าของผู้คน มิหนำซ้ำผู้ที่อยู่ข้างหลังก็อยู่แบบลำบากอีก

ลองคิดดูสิ แท้จริงแล้ว เรามีประโยชน์กับโลกใบนี้จริงหรือ หากเปรียบเทียบคนกับควายแล้ว ใครมีประโยชน์ต่อโลกใบนี้มากกว่ากัน ย้ำนะครับมีประโยชน์ต่อโลกใบนี้ ไม่ใช่มีประโยชน์ต่อกลุ่มหรือต่อตนเอง

ยกตัวอย่างเช่น ควาย กินหญ้าและไม่เบียดเบียนสิ่งมีชีวิตอื่น พอถ่ายออกมาก็เอาไปทำปุ๋ยได้เลย ส่วนคนนั้น เวลาจะกินก็ต้องเบียดบังชีวิตอื่น แถมถ่ายออกมาก็น่ารังเกียจ แถมใช้ประโยชน์ได้น้อยถึงไม่ได้ใช้เลย

ใช่ว่าไม่อยากเป็นคนนะครับ

แต่เมื่อมีชีวิตมาแล้ว ก็ควรเร่งทำความดี ละเว้นความชั่วกันเถิดเพื่อนเอ๋ย

มิเช่นนั้นแล้ว คนเองจะมีประโยชน์ต่อโลกใบนี้น้อยกว่าควาย น่าอายจริง