"พี่อุ่น พังลำดวน ช้างแฝด จุ๋ม+จิ่ม"

เรื่องของช้าง


 
bullet ๑๓ เดือนมีนาคมของทุกปี ถือว่าเป็นวันช้างไทย ปีนี้จัดเป็นครั้งที่ ๒ หลังจากในปีที่แล้ว
ผมได้เข้าร่วมสัมมนาด้วยที่โรงแรมทองธารินทร์ จังหวัดสุรินทร์   ในเดือนนี้เช่นกันหาก
ใครที่ติดตามดูเคเบิลทีวีและสนใจเรื่องราวของช้าง ก็คงจะไม่พลาดการติดตามชมสารคดี
ระดับโลก
เกี่ยวกับการขุดซากช้างแมมมอธ (ผมละอิจฉาจริงๆ...ขณะเขียนเรื่องนี้ผมอยู่ที่
อำเภอศีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์

ดูข่าว iTV เห็นควาญช้างและช้างเดินขบวนในกรุงเทพก็่อดใจหายไม่ได้ ใช่...ไม่มีใครเข้าใจและ
เห็นใจพวกเขา แม้แต่คนสุรินทร์ด้วยกันเอง...
และผมได้เขียนเรื่องราวเหล่านี้เมื่อ ๕ ปีที่ผ่านมา
ทุกวันก็ยังมีปัญหาเหมือนเดิม...อ่านเรื่องราวได้ใน    "จากป่าสู่เมืองนะครับ"   ซึ่งผมทำ link ไว้
ข้างล่างครับ...อ่านแล้วท่านอาจจะรู้สึกเห็นใจพวกเขาขึ้นมาบ้าง

* * * เอาละเรามาว่าเรื่องของช้างกันเลยดีกว่า * * *
button.jpg (959 bytes)

bullet เสียดายที่พวกเราเกิดไม่ทันยุคไดโนเสาร์ ไม่งั้นคงได้เห็นอะไรดีๆ มาเล่าสู่
กันฟังอีกมากมายก่ายกอง (แต่บ้านเราก็ยังมีคนมีความคิดแบบไดโนเสาร์
อีกเยอะ...ฮา
) ยุคที่ไดโนเสาร์ครอบครองผืนพิภพนั้น ว่ากันว่ามีสัตว์ประเภท
เลี้ยงลูกด้วยนมเกิดขึ้นแล้วเช่นกัน...ทำไมถึงรู้ทราบไหมครับ...
    ก็พวกนักวิทยาศาสตร์ไงครับ ได้ขุดค้นพบซากฟอสซิลของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม (ไม่ใช่คนแน่)
และพิสูจน์ด้วยหลักวิทยาศาสตร์พบว่า...ซากนั้นมีอายุถึง....๑๘๐ ล้านปี โอ้โห...อะไรจะขนาดนั้น แต่นั่นก็เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีขนาดเล็ก ถ้าเทียบกับขนาดของเจ้าไดโนเสาร์
   แต่จะว่าไปก็น่าสงสารเจ้าสัตว์ที่ว่านะครับ เพราะตามตำราเขาบอกว่ามันต้องอยู่แบบหลบๆ
ซ่อนๆ เพราะกลัวไดโนเสาร์จะเอาไปกินนะสิครับ แต่ว่ามันก็สามารถมีชีวิตอยู่ได้หลายสิบล้านปี
ทีเดียว...แต่ช้าก่อน ไม่ใช่มันมีอายุหลายสิบล้านปีนะ มันดำรงเผ่าพันธุ์ต่างหาก

 

bullet ช่วงเวลาถัดมานี่เอง ก็เป็นช่วงที่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมได้พัฒนาตัวเองให้มาเป็นผู้ครองโลก
แทน...และรู้ไหมครับว่าเจ้าสัตว์ที่ว่านั่นก็คือบรรพบุรุษของ "ช้าง" ในปัจจุบันนี่เอง
ฮะฮ่าโชคเป็นของเจ้าสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่ว่านี้ เมื่อมาถึงยุคที่ไดโนเสาร์สูญพันธุ์ จะด้วยเหตุใด
มิอาจทราบได้ แต่ว่ากันว่าตอนนั้นมีลูกอุกกาบาตขนาดยักษ์ พุ่งเข้ามาชนโลก...ตูมมมม   ...
เสียงดังสนั่น(ไม่)หวั่นไหว เกิดหมอกควันปกคลุมโลกไปนานแสนนาน ทำให้ไดโนเสาร์ปรับตัว
ไม่ทันสูญพันธุ์ไปจนเกือบหมด ที่เหลือก็ปรับเปลี่ยนแปลงโครงสร้างร่างกายต่างๆ เพื่อให้มีชีวิตอยู่
รอดต่อไป หรือสาเหตุอีกประการหนึ่งอาจจะมาจากภูเขาไฟระเบิดก็เป็นได้...
lavavolc.jpg (1925 bytes)
bullet จากการขุดค้นซากฟอสซิลของนักวิทยาศาสตร์ช่วงปี พ.ศ. ๒๕๔๔-๒๔๗๗ ในแถบ
ประเทศอียิปต์ ที่บริเวณทะเลสาบโบราณชื่อว่า "ทะเลสาบโมเออริส" (Moeris) ซึ่ง
อยู่ทางใต้ของกรุงไคโรลงมาประมาณ ๕๗ ไมล์...และพบซากฟอสซิลของบรรพบุรุษ
ช้างโบราณ...จึงได้ตั้งชื่อให้ตามสถานที่ที่ขุดพบนี้ว่า
"โมเออธิเทอเรียม"

 

บรรพบุรุษช้างโบราณ Moeritherium
(นี่ไงบรรพบุรุษช้างโบราณ " โมเออธิเทอเรียม")
ภาพจากโปสเตอร์ของชมรมศูนย์ธรรมชาติศึกษาเพื่อการอนุรักษ์ช้าง

   เป็นยังไงครับ เห็นหน้าตาของบรรพบุรุษช้างแล้ว ไม่ค่อยเหมือนเท่าไรนัก ดูคล้ายสุกรหรือหมู
น้อยธรรมดา
เสียมากกว่า และตัวค่อนข้างเล็ก หากวัดจากไหล่ถึงปลายเท้าจะสูงเพียง ๒ ฟุตและไม่
มีงวงชัดเจนเหมือนช้างในปัจจุบัน แต่จากการศึกษาและวิเคราะห์แล้วนักวิทยาศาสตร์ก็ชี้ชัดลงไป
ว่า โมเออธิเทอเรียม นี่แหละที่เป็นบรรพบุรุษของช้างแน่นอน   เนื่องจากมีขากรรไกรบนที่พัฒนา
ให้ใหญ่พอสมควร มีงาเล็กๆ    งอกออกมาจากขากรรไกรล่าง   ซึ่งเป็นลักษณะของช้างโบราณบาง
ชนิดในระยะหลังๆ ยังๆ ไม่หมด ยังพออีกว่า หัวกะโหลกของช้างตัวนี้ยังมีโพรงอากาศเหมือนช้าง
สุรินทร์
ส่วนโครงสร้างอื่นๆ ก็คล้ายคลึงกันหลายประการ ที่แน่ชัดที่สุดคือเลี้ยงลูกด้วยนม

   หากไม่สงสัย ย่อมไม่ใช่วิสัยของนักวิทยาศาสตร์ ว่าแล้วพวกเขาก็พากันสันนิษฐานต่อไปว่า
เมื่อ ๖๐ ล้านปีที่ผ่านมา บรรพบุรุษของช้างนี้ชอบอาศัยอยู่บริเวณที่ลุ่มริมน้ำเอาเป็นว่าตรงไหน
ชื้นแฉะละเป็นอันไช้ได้ มิน่าช้างปัจจุบันก็ชอบเล่นน้ำเช่นกัน

   และยังเชื่อกันอีกว่า ช้างในยุคแรกๆ เกือบทั้งหมด มีถิ่นพำนักพักอาศัยอยู่ในทวีปอาฟริกา
ในปัจจุบัน เนื่องจากการขุดค้นพบซากของช้างในบริเวณนั้นมากเหลือเกิน จนกระทั่งต้นสมัย
"ไมโอซีน" (Miocene) หรือเมื่อ ๒๖ ล้านปีมาแล้ว ช้างทั้งหลายแหล่จึงได้อพยพโยกย้ายไปยัง
ที่อื่นของโลกบ้าง ซึ่งนำไปสู่การปรับตัวแยกสายพันธุ์ไปตามสภาพแวดล้อมของช้างแต่ละกลุ่มที่
ไปตั้งถิ่นฐานทำมาหากิน (ดูไปก็ไม่ต่างจากคนในปัจจุบันเท่าไร)

   จุดสำคัญอีกแห่งหนึ่งคือทวีปเอเชีย ซึ่งในอดีตกาลนานมาแล้ว แผ่นดินทั้งหลายยังเชื่อมเป็นผืน
เดียวกันอยู่ (ยกเว้นทวีปออสเตรเลียกับแอนตาร์ติก) ช้างและสิ่งมีชีวิตที่เคลื่อนที่ได้ในสมัยนั้นจึง
สามารถเดินทางไปได้ทุกหนแห่ง นอกจากอาฟริกาและเอเชียแล้ว ยังมีช้างในแถบทวีปยุโรปและ
อเมริกาเหนือก็มีสัตว์สกุลช้างเข้าไปตั้งรกรากอยู่เช่นกัน พอแผ่นดินเกิดการแยกตัวทำให้ทวีป
ต่างๆ แยกออกจากกัน อันหมายถึงการสิ้นสุดการเดินทางไปมาหาสู่ระหว่างกัน

   จากยุคไมโอซีน เรื่อยมา สัตว์จำพวกช้างก็ได้แตกหน่อขยายพันธุ์ไปอย่างไม่หยุดยั้ง ครั้นพอ
ถึงยุค โมโลซีน (Molocene) หรือเมื่อประมาณ ๑๐,๐๐๐ ปีก่อน ช้างเหล่านี้กลับเหลืออยู่เพียง
๒ ชนิดคือช้างอาฟริกากับช้างเอเชีย โดยที่ก่อนหน้านี้ ช้างแมมมอธ (Mammoth) ที่กำลังเป็น
ข่าวฮือฮาไปทั่วโลกว่าจะมีการโคลนนิ่งจากซากที่ขุดพบ ได้สูญพันธุ์ไปหมดแล้ว


หน้าต่อไป next (หน้าถ้ดไป).gif (207 bytes)


กลับไปสารบัญ (เมนู) งานช้าง ตำนานกูย จากป่าสู่เมือง

Guestbook

Created By:Jakrapong Juajun
775/11 Sukhaphibarn 4 Rd. Sikhoraphum

Surin, Thailand. 32110
email: kradandum
ICQ#42251791

Homepage: http://www.kradandum.com/

yo.jpg (13579 bytes)